วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เอกลักษณ์แห่งศิลปวัฒธรรมของไทย

โขน


        โขนเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงที่เก่าแก่ของไทย มีมานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามหลักฐานจากจดหมายเหตุของลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวถึงการเล่นโขนว่า เป็นการเต้นออกท่าทางเข้ากับเสียงซอและเครื่องดนตรีอื่นๆ ผู้เต้นสวมหน้ากากและถืออาวุธ  โขนเป็นที่รวมของศิลปะหลายแขนงคือ โขนนำวิธีเล่นและวิธีแต่งตัวบางอย่างมาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ โขนนำท่าต่อสู้โลดโผน ท่ารำท่าเต้นมาจากกระบี่กระบอง และโขนนำศิลปะการพากย์การเจรจา หน้าพาทย์เพลงดนตรี การแสดงโขน ผู้แสดงสวมศีรษะคือหัวโขน ปิดหน้าหมด ยกเว้น เทวดา มนุษย์ และมเหสี ธิดาพระยายักษ์  มีต้นเสียงและลูกคู่ร้องบทให้และมีคนพากย์และเจรจาให้ด้วย  เรื่องที่แสดงนิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์และอุณรุฑ  ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงโขนใช้วงปี่พาทย์



ประเภทของโขน แบ่งออกเป็น ๕ ประเภท คือ
๑  โขนกลางแปลง
๒  โขนโรงนอก หรือโขนนั่งราว
๓  โขนหน้าจอ
๔  โขนโรงใน
๕  โขนฉาก



๑. โขนกลางแปลง 




        คือ การเล่นโขนบนพื้นดิน ณ กลางสนาม ไม่ต้องสร้างโรงให้เล่น นิยมแสดงตอนยกทัพรบกัน โขนกลางแปลงได้วิวัฒนาการมาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์
        การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ เล่นในพิธีอินทราภิเษก มีปรากฏในกฎมณเฑียรบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา  โขนกลางแปลงนำวิธีการแสดงคือการจัดกระบวนทัพ การเต้นประกอบหน้าพาทย์ มาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ แต่เปลี่ยนมาเล่นเรื่องรามเกียรติ์ และเล่นตอนฝ่ายยักษ์และฝ่ายพระรามยกทัพรบกัน  จึงมีการเต้นประกอบหน้าพาทย์ และอาจมีบทพาทย์และเจรจาบ้างแต่ไม่มีบทร้อง




๒.  โขนโรงนอก หรือโขนนั่งราว  


        เป็นการแสดงบนโรงมีหลังคา ไม่มีเตียงสำหรับตัวโขนนั่ง แต่มีราวพาดตามส่วนยาวของโรงตรงหน้าฉาก (ม่าน)  มีช่องทางให้ผู้แสดงเดินได้รอบราวแทนเตียง มีการพากย์และเจรจา แต่ไม่มีการร้อง  ปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ มีปี่พาทย์ ๒ วง เพราะต้องบรรเลงมาก ตั้งหัวโรงท้ายโรง จึงเรียกว่าวงหัวและวงท้าย หรือวงซ้ายและวงขวา  วันก่อนแสดงโขนนั่งราวจะมีการโหมโรง และให้พวกโขนออกมากระทุ้งเส้าตามจังหวะเพลง  พอจบโหมโรงก็แสดงตอนพิราพออกเที่ยวป่า จับสัตว์กินเป็นอาหาร พระรามหลงเข้าสวนพวาทองของพราพ แล้วก็หยุดแสดง พักนอนค้างคืนที่โรงโขน รุ่งขึ้นจึงแสดงตามเรื่องที่เตรียมไว้ จึงเรียกว่า "โขนนอนโรง"



๓.  โขนหน้าจอ  





        คือโขนที่เล่นตรงหน้าจอ ซึ่งเดิมเขาขึงไว้สำหรับเล่นหนังใหญ่  ในการเล่นหนังใหญ่นั้น มีการเชิดหนังใหญ่อยู่หน้าจอผ้าขาว  การแสดงหนังใหญ่มีศิลปะสำคัญ คือการพากย์และเจรจา มีดนตรีปี่พาทย์ประกอบการแสดง  ผู้เชิดตัวหนังต้องเต้นตามลีลาและจังหวะดนตรี นิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์ ต่อมามีการปล่อยตัวแสดงออกมาแสดงหนังจอ แทนการเชิดหนังในบางตอน เรียกว่า "หนังติดตัวโขน" มีผู้นิยมมากขึ้น เลยปล่อยตัวโขนออกมาแสดงหน้าจอตลอด ไม่มีการเชิดหนังเลย จึงกลายเป็นโขนหน้าจอ และต้องแขวะจอเป็นประตูออก ๒ ข้าง เรียกว่า "จอแขวะ"



๔.  โขนโรงใน  
   
        คือ โขนที่นำศิลปะของละครในเข้ามาผสม  โขนโรงในมีปี่พาทย์บรรเลง ๒ วงผลัดกัน  การแสดงก็มีทั้งออกท่ารำเต้น ทีพากย์และเจรจาตามแบบโขน กับนำเพลงขับร้องและเพลงประกอบกิริยาอาการ ของดนตรีแบบละครใน และมีการนำระบำรำฟ้อนผสมเข้าด้วย เป็นการปรับปรุงให้วิวัฒนาการขึ้นอีก การผสมผสานระหว่างโขนกับละครในสมัยรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒  ทั้งมีราชกวีภายในราชสำนักช่วยปรับปรุงขัดเกลา และประพันธ์บทพากย์บทเจรจาให้ไพเราะสละสลวยขึ้นอีก
        โขนที่กรมศิลปากรนำออกแสดงในปัจจุบันนี้ ก็ใช้ศิลปะการแสดงแบบโขนโรงใน ไม่ว่าจะแสดงกลางแจ้งหรือแสดงหน้าจอก็ตาม




๕.  โขนฉาก  


        เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีผู้คิดสร้างฉากประกอบเรื่องเมื่อแสดงโขนบนเวที คล้ายกับละครดึกดำบรรพ์ ส่วนวิธีแสดงดำเนินเช่นเดียวกับโขนโรงใน แต่มีการแบ่งเป็นชุดเป็นตอน เป็นฉาก และจัดฉากประกอบตามท้องเรื่อง จึงมีการตัดต่อเรื่องใหม่ไม่ให้ย้อนไปย้อนมา เพื่อสะดวกในการจัดฉาก  กรมศิลปากรได้ทำบทเป็นชุดๆ ไว้หลายชุด เช่น ชุดปราบกากนาสูร ชุดมัยราพณ์สะกดทัพ ชุดชุดนางลอย ชุดนาคบาศ ชุดพรหมาสตร์ ชุดศึกวิรุญจำบัง ชุดทำลายพิธีหุงน้ำทิพย์ ชุดสีดาลุยไฟและปราบบรรลัยกัลป์ ชุดหนุมานอาสา ชุดพระรามเดินดง ชุดพระรามครองเมือง

มารยาทในการชมการแสดง

มารยาทในการชมการแสดง...

มีลักษณะที่มักยึดถือกัน เพื่อแสดงความเป็นผู้มีวัฒนธรรมในการชมการแสดงต่างๆ หรือที่รู้จักกันว่า “มรรยาท การชมการแสดง ” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ชมการแสดงควรปฏิบัติเพื่อความเรียบร้อย และให้เกียรติแก่ผู้แสดง และสถานที่ ดังต่อไปนี้

          ๑. การแต่งการเรียบร้อย   ในการไปชมการแสดงต่างๆควรแต่งกายให้เรียบร้อยเหมาะสม

การแต่งการแบบสากลนิยมจัดเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ส่วนนักเรียน นิสิต นักศึกษา สามารถแต่งเครื่องแบบไปชมได้ ซึ่งถือว่าเป็นการแต่งกาย ที่เรียบร้อยเหมาะสมเช่นกัน
 

          ๒. การไปถึงสถานที่แสดงก่อนเวลา   ถือเป็นธรรมเนียมการปฏิบัติที่ผู้เข้าชมควรไปถึงสถานที่แสดง ก่อนเวลา และนั่งตามที่นั่งให้เรียบร้อยก่อนการแสดงจะเริ่มต้น ทั้งนี้ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยก่อนที่การแสดงจะเริ่ม และไม่เป็นการรบกวนทั้งผู้ชมที่อยู่ข้างเคียง และ ผู้แสดง เพราะการมาสาย ทำให้การเข้านั่งตามที่รบกวนผู้นั่งข้างเคียง และบางครั้งก็เกิดเสียงดังขณะเข้านั่งที่ จนเป็นการรบกวนสมาธิผู้แสดงด้วย ดังนั้น ถ้ามาสายควรหาที่นั่งข้างหลัง แล้วหาโอกาสรอช่วงที่จะรีบเข้านั่งตามเลขที่นั่งของตน

          ๓. การอ่านสูจิบัตร   การแสดงประเภทที่มีเนื้อหาสาระ มักจะมีการจัดทำสูจิบัตรจำหน่าย ณ สถานที่ ผู้ชมควรซื้อสูจิบัตรอ่านรายละเอียดขณะรอเวลาเริ่มแสดง เพื่อทำความเข้าใจในรายการการแสดง รวมทั้งอ่านประวัติผู้แสดงที่ปรากฏอยู่ในสูจิบัตร เพื่อให้ทราบว่าผู้แสดงคือใคร เพราะการแสดงบางครั้งจุดเด่นอาจมิได้อยู่ที่บท เสียทีเดียว แต่อาจอยู่ที่ผู้แสดงที่มีชื่อเสียงก็เป็นได้
 

          ๔. การมีสมาธิในการชมการแสดง    ขณะชมการแสดงควรมีสมาธิในการชมการแสดงอย่างจริงจัง ในขณะที่ชมไม่ควรสนทนา พูดคุย หรือปฏิบัติสิ่งใดให้เป็นที่รบกวนของผู้ชมข้างเคียง 


          ๕. การปรบมือ   เป็นมารยาทที่สำคัญของผู้ชมการแสดงที่ควรปรบมือ  เมื่อมีการแสดงจบ  เพื่อให้เกียรติแก่ผู้แสดง

          ๖.
การงดใช้เครื่องมือสื่อสาร    ปัจจุบันเครื่องมือสื่อสารทั้งวิทยุติดตามตัว และโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มีประจำตัว ในขณะชมการแสดงทั่ว ๆ ไป จึงมักจะได้ยินเสียงจากเครื่องมือสื่อสารเหล่านี้อยู่เสมอ สภาพเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในขณะชมการแสดงดนตรีประเภทนี้ เนื่องจากเสียงสัญญาณดังกล่าวจะรบกวนสมาธิทั้งของผู้ฟังและผู้แสดง จึงควรถือปฏิบัติมารยาทด้วยการงดใช้เครื่องมือสื่อสารทุกประเภทตลอดเวลาใน ขณะชมการแสดง 


          ๗. การถ่ายภาพการแสดง   ไม่ควรนำกล้องถ่ายภาพ กล้องถ่ายวีดิโอ เข้าไปบันทึกการแสดงใน หอประชุม เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ เพราะการแสดงของต่างประเทศหลายประเทศมีลิขสิทธิ์เฉพาะ ไม่อนุญาตให้มีการบันทึกไปเผยแพร่โดยบุคคลภายนอก หรือบ่อยครั้ง แม้จะไม่มีเรื่องลิขสิทธิ์ แต่แสงแฟลชจะรบกวนสมาธิทั้งผู้ชมและผู้แสดง
          
          ๘. งดการนำอาหาร และ เครื่องดื่มทุกประเภทเข้าไปในหอประชุม    เพราะนอกจากอาหาร บางประเภทจะส่งกลิ่นรบกวนผู้อื่น ตลอดจนการแกะหีบห่อและการขบเคี้ยวจะทำให้เกิดเสียงดังแล้ว เศษอาหารและเครื่องดื่มยังทำให้มด แมลงสาบ หรือหนูมาซ่อนตัว และกัดที่นั่งในโรงให้เสียหายอีกด้วย ดังนั้น จึงไม่ควรนำอาหารและเครื่องดื่มเข้ามารับประทานในโรง ยกเว้นโรงกลางแจ้ง หรือที่ซึ่งได้รับการอนุญาตให้นำเข้าไปได้

วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การแต่งกายประจำชาติ


นาฏลีลาประจำชาติของประเทศกลุ่มอาเซียน
(National Dances in ASEAN Countries)



ประเทศไทย (Thailand) 
 นาฏศิลป์ไทยแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ ศิลปะชั้นสูง (นาฏศิลป์ชั้นสูง) และศิลปะพื้นบ้าน
(นาฏศิลป์พื้นบ้าน)

โขน (Khon) ถือเป็นรูปแบบนาฏศิลป์ไทยชั้นสูงที่มีเอกลักษณ์มากที่สุด แสดงโดยคณะนักแสดงที่ไม่ต้องอาศัยบทพูดในการสื่อสาร และมีคณะพากย์ทางด้านข้างของเวทีทำหน้าที่บรรยายเนื้อหาการดำเนินเรื่องประกอบกับวงปี่พาทย์ ท่าร่ายรำยึดตามรูปแบบดั้งเดิมมากกว่าท่ารำรูปแบบใหม่ๆ การแสดงโขนส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวที่คัดมาเป็นตอนๆ จากบทละครเรื่องรามเกียรติ์ (Ramakien) เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของตัวละครเป็นแบบไทยโบราณ โดยผู้ที่แสดงบทเทวดา นางฟ้า ทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรมสวมหน้ากากสีที่มีลักษณะแตกต่างกันไป
รำวง (Ramwong) เป็นนาฏศิลป์พื้นบ้านที่มีวิวัฒนาการมาจากรำโทน (Ramthone) รำโทนคือศิลปะการแสดงประจำท้องถิ่นที่นิยมเล่นตามเทศกาล รำ (Ram) หมายถึง การร่ายรำ โทน (Thone) หมายถึง กลองขนาดเล็กชนิดหนึ่ง รำวงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวไทยและชาวต่างชาติ ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20



ประเทศมาเลเซีย
(Malaysia)
โยเก็ต (Joget) เป็นระบำมาเลย์แบบดั้งเดิมซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่มะละกา ได้รับอิทธิพลมาจากระบำโปรตุเกสที่แพร่เข้ามายังมะละกาในยุคของการค้าขายเครื่องเทศ เป็นหนึ่งในระบำพื้นเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของประเทศมาเลเซีย โดยปกติแล้วแสดงโดยคู่นักเต้นระบำชาย-หญิงในช่วงเทศกาลต่างๆ ตามประเพณี งานแต่งงาน และงานพิธีต่างๆ ทางสังคม จังหวะของดนตรีโยเก็ตจะค่อนข้างเร็วในระหว่างที่คู่เต้นหยอกล้อเล่นกัน ดนตรีเน้นจังหวะหนักแบบกลุ่ม 2 จังหวะ และแบบกลุ่ม 3 จังหวะ ขับร้องด้วยสำเนียงมาเลเซียตะวันออกเฉียงเหนือ

ประเทศฟิลิปปินส์
(The Philippines)
ตินิคลิ่ง (Tinikling) เป็นหนึ่งในการเต้นรำดั้งเดิมของฟิลิปปินส์ที่เป็นที่นิยมและรู้จักมากที่สุด ใช้ลำไม้ไผ่ในการแสดง การเต้นประกอบด้วยจังหวะการเต้นแบบก้าวกระโดด 5 จังหวะ ในช่วง 4 จังหวะแรกคู่เต้นรำจะยืนตรงข้ามกัน ในช่วงจังหวะสุดท้ายทั้งคู่จะเริ่มเต้นรำอยู่ข้างเดียวกันระหว่างลำไม้ไผ่ 2 ลำ ซึ่งลำไม้ไผ่นี้ใช้เป็นเครื่องเคาะจังหวะด้วย โดยผู้จับไม้เคาะลำไม้กระทบกับพื้น และเคาะลำไม้กระทบกัน ในอัตราจังหวะที่เร็วขึ้น


ประเทศสิงคโปร์
(Singapore)
ศิลปะการเต้นรำ (หรือเรียกว่า Tiaowu หรือ เที่ยวอู่ ในภาษาจีน) ของประเทศสิงคโปร์ประกอบด้วยรูปแบบการเต้นรำแบบดั้งเดิมและแบบร่วมสมัย นับเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ค่อนข้างน้อยในเรื่องศิลปะการเต้นรำแบบแปลกใหม่ วิจิตรบรรจง และเชี่ยวชาญ อัตลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์ผ่านศิลปะการเต้นรำถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ซึ่งมักพัฒนาจากการรับรู้จากภายนอก มากกว่าการรับรู้และตระหนักถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ได้มีมาแต่เดิมภายในท้องถิ่น ศิลปะการเต้นรำสองประเภทที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในสิงคโปร์ คือ การเต้นเชิดสิงโต (Chinese Lion Dance) และ บังสาวัน (Bangsawan) ซึ่งเป็นละครร้องแบบโอเปร่าของมาเลย์ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานมาเลย์ หรือนิยายเกี่ยวกับความรักและการทรยศหักหลัง



ประเทศบรูไนดารุสซาลาม
(Brunei Darussalam)
 อาลุส ญูวา ดินดัง (Alus Jua Dindang) เป็นการฟ้อนรำตามแบบประเพณีโบราณโดยมีเพลงประกอบ และมักแสดงในพิธีมงคลสมรส โดยนักเต้นรำทั้งชายและหญิงเป็นผู้แสดงการฟ้อนรำและร้องเพลงประกอบไปด้วย



ประเทศลาว
(Lao PDR)
ลำลาว (Lam Lao) หรือ หมอลำ (Mor Lam) หมายถึง ดนตรีพื้นบ้านลาว ซึ่งการร้องรำในระดับพื้นฐานที่สุดมีนักร้องหรือผู้เล่าเรื่องและแคน (Khene) เป็นองค์ประกอบ การแสดงเป็นการโต้ตอบกันผ่านโคลงกลอนหรือการร้องเพลงระหว่างนักร้องชายและนักร้องหญิงที่แสร้งทำเป็นรักกันก่อนลงเอยด้วยการลาจาก หรือระหว่างเพื่อนที่พยายามชิงไหวชิงพริบกัน บทเพลงดำเนินไปด้วยท่ารำที่หลากหลาย มุขตลกต่างๆ และการหยอกเย้ากันระหว่างผู้แสดงและผู้ชม



ประเทศกัมพูชา
(Cambodia)
ชฮายาม (Chhayam) เป็นการร้องรำเพื่อความบันเทิงที่เป็นที่รู้จักกันดี การแสดงเน้นความสนุกสนานตลกขบขัน มีตัวตลกและหญิงงามประกอบการแสดง การร้องรำเป็นแบบเขมรแท้ มักนิยมแสดงในช่วงวันหยุด นักแสดงสวมหน้ากากตัวตลก ทำผมและแต่งหน้าเข้มในลักษณะเกินปกติธรรมดา



ประเทศอินโดนีเซีย
(Indonesia)

ซามาน (Saman) หรือระบำพันมือ เป็นการแสดงระบำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดระบำหนึ่งของประเทศอินโดนีเซีย มีต้นกำเนิดมาจากชนพื้นเมืองกาโย (Gayo) และโดยทั่วไป มักแสดงเพื่อเฉลิมฉลองในวาระสำคัญต่างๆ ในปีพุทธศักราช 2554 องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้รับรองให้การแสดงระบำพันมือนี้เป็นหนึ่งองค์ประกอบทางนามธรรมแห่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองจากยูเนสโกอย่างเร่งด่วน




ประเทศเวียดนาม
(Vietnam)

แจ่ว (Chèo) เป็นรูปแบบของละครร้องเชิงเสียดสีทั่วไปที่มักมีการร่ายรำเป็นองค์ประกอบ การแสดงนี้แต่เดิมแสดงโดยชาวบ้านแถบเวียดนามตอนเหนือ และโดยทั่วไปยังจัดแสดงกลางแจ้งโดยกลุ่มนักท่องเที่ยวกึ่งสมัครเล่นด้วย ตามที่ปฏิบัติกันมักแสดงที่จัตุรัสของหมู่บ้าน หรือลานกว้างของอาคารสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันละครร้องแจ่วนี้นิยมจัดแสดงในร่มมากขึ้นเรื่องๆ และแสดงโดยนักแสดงมืออาชีพ



ประเทศพม่า
 (Myanmar) 
ฟ้อนเทียน (Oil Lamp Dance) เป็นศิลปะการฟ้อนรำแบบดั้งเดิมของประเทศพม่า ดวงประทีปสำหรับบูชาองค์ประสัมมาสัมพุทธเจ้าเปล่งแสงสุกสว่างซึ่งจุดจากไส้ตะเกียงสำลีแช่น้ำมันในจานรองถ้วยดินเผา ดวงประทีปคือจุดเด่นในการรำนี้ มือของผู้รำจะยกหงายขึ้นเพื่อรองรับดวงประทีปไว้ แต่ปัจจุบันเทียนมักถูกนำมาใช้ในการแสดงแทนดวงประทีป


ฟ้อนผีนัต (Nat Dance) แสดงโดยผู้ฟ้อนรำซึ่งมักแต่งกายในชุดผ้าไหมสีแดง โพกผ้าโพกศีรษะสีแดง และคาดผ้าพันคอสีแดงผูกปมรัดแน่นรอบอก ผู้ฟ้อนถือถาดใส่ของไหว้ผี ฟ้อนรำในลักษณะการขอขมาลาโทษ โดยฟ้อนซ้ำจังหวะเดิม 3 ครั้ง พร้อมขับร้องบทเพลงของพิธีไหว้ผี เพื่อขอขมาลาโทษต่อผีนัตหรือดวงวิญญาณแห่งประเทศพม่าทั้ง 37 ตน รวมถึงผีนัตหรือดวงวิญญาณประจำท้องถิ่นด้วย